วิสัยทัศน์

เป็นผู้นำในการให้บริการทางการเงินที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

พันธกิจ
เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ด้วยช่องทางดิจิตอลแพลตฟอร์มที่ให้ความสะดวกและรวดเร็ว ด้วยมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศและมุ่งเน้นการจัดการคุุณภาพสินเชื่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และพนักงาน

ปล่อยสินเชื่อทุกประเภทผ่าน Digital Platform เพื่อมุ่งสู่การเป็น Digital Non-Bank Firm
ให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจรผ่าน Digital Platform ทั้ง SG Finance+ และ SG Finance Application
นำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กรเพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการดำเนินงาน
เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนของสินเชื่อ Lock Phone ผ่าน Dealer ทั่วประเทศ
ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพลูกหนี้เพื่อให้เกิดหนี้เสียในระดับต่ำ
ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลต่อผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า ผู้ถือหุ้น สังคม และสิ่งแวดล้อม

สารจากประธานกรรมการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

ปี 2568 เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดหมายทั้งกำลังซื้อที่ต่ำและหนี้ครัวเรือนที่สูง ส่งผลให้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ ทั้ง Bank และ Non-Bank อันเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้เสียที่อาจเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับบริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นกัน โดยมุ่งเน้นที่การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต การบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงิน การควบคุมคุณภาพของพอร์ตลูกหนี้สินเชื่อทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างใกล้ชิด และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) หรือกระบวนการอนุมัติสินเชื่อตามคะแนนเครดิตของลูกค้า (Credit Scoring) เป็นต้น ภายใต้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม SG Finance+ ทำให้ในปี 2568 ที่มีผ่านมา บริษัทเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อสำหรับธุรกิจ Lock Phone ในประเทศไทย ทั้งการเติบโตของสินเชื่อและการควบคุมหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ผลประกอบการดีขึ้นตามลำดับ

นาย พิพิธ พิชัยศรทัต

ประธานกรรมการ / กรรมการอิสระ

เกี่ยวกับ เอสจี แคปปิตอล และบริษัทในเครือ

บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 และได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจให้บริการทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้บริการหลัก ได้แก่ (1) สินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) (2) สินเชื่อรถทำเงิน ประเภทให้เช่าซื้อรถยนต์แบบโอนกรรมสิทธิ์เล่มทะเบียน (จำนำทะเบียนรถ) (3) สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และ(4) สินเชื่ออื่น ๆ เช่น สินเชื่อสวัสดิการพนักงาน (Debt Consolidation) รวมถึงรายได้จากบริการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อ “เอสจี แคปปิตอล”

ประวัติความเป็นมา ที่สร้างความเชื่อมั่น

ก่อตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ภายใต้ชื่อ “บริษัท ซิงเกอร์ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด” เพื่อประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อสินค้าภายใต้ แบรนด์ SINGER
เริ่มประกอบธุรกิจการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ เครื่องจักร (“Captive Finance”)
เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด”
เริ่มประกอบธุรกิจการให้บริการสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แบบโอนกรรมสิทธิ์เล่มทะเบียน ภายใต้แบรนด์ “รถทำเงิน”
เริ่มประกอบธุรกิจการให้บริการสินเชื่อสวัสดิการ พนักงาน (“Debt Consolidation”) เพื่อเป็นการ ช่วยเหลือพนักงานของ บริษัทต่างๆ ให้มีค่าใช้จ่าย ในเรื่องดอกเบี้ยที่ต่ำลง
ได้รับหนังสืออนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วน บุคคลภายใต้การกำกับ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 จากกระทรวงการคลัง
บริษัทได้รับการรับรองจากสถาบันกรรมการ บริษัทไทย (“IOD”) ให้เป็นสมาชิกของแนวร่วม ต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (“CAC”)
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565
บริษัทได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการ บริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2566 ในระดับ ดีเลิศ จากสมาคมส่งเสริมสถาบัน กรรมการ บริษัทไทย (IOD)
ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (SG Finance+) ด้วยความร่วมมือกับ 5 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ OPPO, VIVO, XIAOMI, REALME และ Infinix
บริษัทได้ต่อยอดธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone โดยเปิดตัวบริการ “SG Shield” ซึ่งเป็นบริการรับประกันความเสียหายจากอุบัติเหตุที่ส่งผลให้กระจกหน้าจอหรือเครื่องโทรศัพท์เสียหาย สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อ Lock Phone บริษัทให้บริการครอบคลุมสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน 6 แบรนด์หลัก ได้แก่ Oppo, Vivo, Xiaomi, Realme, Infinix และ Honor โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 7,000 แห่งทั่วประเทศ